วันอังคารที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2557


ขนมบ้าบิ่น เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งที่มีมาแต่โบราณตั้งแต่สมัยอยุธยาและมีวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน มีรสชาติที่หวาน มัน อร่อย ทำมาจากมะพร้าวทึนทึกและมะพร้าวอ่อนขูดเป็นเส้น แป้งข้าวเหนียว และน้ำตาลเป็นส่วนผสมหลัก มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมสีเหลืองดูน่ารับประทานเป็นอย่างยิ่ง นิยมรับประทานกันได้ทุกทีทุกเวลาและทุกเทศกาล แต่ปัจจุบันหารับประทานขนมบ้าบิ่นได้ยากนัก เพราะไม่ค่อยมีคนทำกันสักเท่าไรนัก แต่อย่างไรก็ตาม ขนมบ้าบิ่นสามารถทำได้ง่าย ด้วยวิธีทำขนมบ้าบิ่นที่ไม่ซับซ้อน ใครๆก็ทำได้ สามารถหาวัตถุดิบได้ทั่วไป

ส่วนผสมขนมบ้าบิ่น

ข้าวเหนียว2ลิตร
มะพร้าวขูด1กิโลกรัม
น้ำตาลปี๊บ1กิโลกรัม
น้ำมันมะพร้าว1ถ้วย
น้ำลอยดอกมะลิพอควร
 

 

วิธีทำขนมบ้าบิ่น

  1. ซาวข้าวเหนียวให้สะอาด แช่น้ำไว้ 2 ชั่วโมง โม่ให้ละเอียดแล้วทับน้ำให้แห้ง
  2. ใช้มะพร้าวกับน้ำลอยดอกมะลิ คั้นกะทิขั้นๆ ใส่แป้งข้าวเหนียวที่โม่ไว้ คนให้เข้ากันดี ไม่เป็นเม็ด
  3. ละลายน้ำตาลปี๊บกับน้ำลอยดอกมะลิ 3 ถ้วย แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง
  4. เทส่วนผสมกับแป้ง คนให้เข้ากัน เทใส่กระทะทองเหลือง กวนจนข้น แล้วตักใส่ถาดขนม
  5. ผิงทั้งไฟบนและไฟล่างพอให้เหลือง หรือนำไปอบที่เตาอบก็ได้
  6. เอาน้ำมันมะพร้าวหยอดข้างบนให้ทั่ว อาจจะโรยมะพร้าวอ่อนซึ่งขูดเป็นเส้นๆก็ได้ แล้วผิงต่อจนเหลืองจัด
  7. ยกลงพักให้เย็น จึงตัดเป็นชิ้นเหลี่ยมชิ้นๆ พร้อมเสิร์ฟ

กล้วย เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถหาได้ง่ายทั่วไปได้ทุกที่ในประเทศไทย และนำมาใช้ทำอาหารไทยได้หลายอย่าง ทั้งอาหารคาวและขนมหวาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขนมไทยที่นิยมและมีชื่อเสียง คือ กล้วยบวดชี ซึ่งรสชาติที่อร่อยถูกปากหลายๆคน มีส่วนประกอบหลัก คือ กล้วยน้ำว้า น้ำตาล และกะทิ รวมกันอย่างลงตัวจนได้กล้วยน้ำว้าแสนอร่อย ลอยอยู่ในน้ำกะทิสีขาวนวลผสมน้ำตาลเติมความหวานเล็กน้อย รับประทานหลังอาหารหลักแล้ว อร่อยจนลืมไม่ลงเลยทีเดียว

ส่วนผสมกล้วยบวดชี

กล้วยน้ำว้าห่ามๆ8ผล
หัวกะทิ1ถ้วยตวง
หางกะทิ6ถ้วยตวง
ใบเตย2ใบ
น้ำตาลทราย1/3ถ้วยตวง
เกลือป่น1ช้อนชา

 

วิธีทำกล้วยบวดชี

  1. ต้มน้ำในหม้อให้เดือด ใส่กล้วยลงไปต้มทั้งเปลือกประมาณ 3-5 นาที หรือจนกระทั่งผิวกล้วยเริ่มแตกออก เพื่อไม่ให้กล้วยมีรสฝาด จากนั้นปิดไฟและนำมาปลอกเปลือกให้หมดเส้นใย ผ่าตามยาวแล้วตัดตามขวางอีก 2 ครั้ง จะได้กล้วย 6 ชิ้น
  2. นำหางกะทิและใบเตยลงไปต้มในหม้อ ต้มให้เดือดจนเริ่มแตกมัน โดยสีเริ่มเปลี่ยน มีฟองกะทิ กับคราบมากขึ้น แล้วใส่กล้วยที่เตรียมไว้ลงไป ตามด้วยน้ำตาลทรายและเกลืออีกเล็กน้อย รอให้เดือดอีกครั้ง อย่าต้มนานเกินไป เพราะจะทำให้กล้วยเละ
  3. เมื่อเดือดแล้ว ใส่หัวกะทิลงไปแล้วยกลงทันที กะทิจะได้ไม่จับเป็นก้อน
  4. ตักใส่ถ้วยและเสริฟทันที

ขนมเปียกปูน เป็นขนมไทยโบราณชนิดหนึ่งที่หารับประทานได้ยาก มีลักษณะเนื้อเหนียวนุ่ม มีมะพร้าวขูดฝอยโรยหน้า และมีสีดำ ซึ่งเกิดจากการหาสีดำในธรรมชาติโดยใช้กาบมะพร้าวเผา แต่ในปัจจุบันขนมเปียกปูนอาจจะมีสีเขียว เนื่องจากใช้สีเขียวจากใบเตย เป็นสีเหลี่ยมด้านขนานที่มีด้านทั้ง 4 ด้านยาวเท่ากัน แต่มุมแต่ละมุมไม่เป็นมุมฉาก จึงเป็นที่มาของ สี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน นั่นเอง วิธีทำขนมเปียกปูนนั้นก็ไม่ยากเลย เหมาะสำหรับมือใหม่และมือเก่าทั้งหลาย ที่หลงใหลเสน่ห์อาหารไทย

ส่วนผสมขนมเปียกปูน

แป้งข้าวเจ้าชนิดผง2ถ้วยตวง
แป้งเท้ายายม่อม2ช้อนโต๊ะ
แป้งถั่ว1ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย3ถ้วยตวง
น้ำกะทิ1ถ้วยตวง
น้ำใบเตยข้นๆ1/2ถ้วยตวง
กาบมะพร้าว2-3กาบ
น้ำสะอาด3/4ถ้วยตวง
น้ำปูนใส4ถ้วยตวง
เนื้อมะพร้าวทึนทึกขูดฝอยเป็นเส้นๆ1ถ้วยตวง
เกลือป่น1/2ช้อนชา

 



 

วิธีทำขนมเปียกปูน

  1. นำกาบมะพร้าวเผาไฟให้ไหม้พอสมควร แล้วนำไปจุ่มลงในน้ำสะอาดให้ไฟดับ ทิ้งไว้ให้แห้งจึงนำไปโขลกให้ละเอียด ร่อนเอาเฉพาะผงละเอียดก่อนที่จะนำไปผสมน้ำสะอาด 3/4 ถ้วยตวงอีกที จะได้น้ำกาบมะพร้าว หรืออาจจะใช้น้ำใบเตยแทนก็ได้ สำหรับขนมสีเขียว
  2. นำแป้งข้าวเจ้า แป้งเท้ายายม่อม แป้งถั่ว น้ำปูนใส น้ำกะทิ เกลือป่น น้ำกาบมะพร้าวหรือน้ำใบเตย และน้ำตาลทราย ผสมและคนทุกอย่างจนละลายเข้ากันดี จึงนำไปกรองด้วยผ้าขาวบาง
  3. นำส่วนผสมที่ได้ใส่ลงในกระทะใช้ไฟแรง กวนไปทางเดียวกันจนแป้งเหนียวจับตัวเป็นก้อนและร่อนไม่ติดกระทะ ค่อยๆลดไฟลงแล้วกวนต่อไปจนแป้งข้นและเหนียว
  4. เทใส่ถาดหรือภาชนะสำหรับใส่ขนม เกลี่ยให้ผิวหน้าเรียบเสมอกัน
  5. พักไว้จนขนมเย็นแล้วตัดแบ่งเป็นชิ้น โรยด้วยเนื้อมะพร้าวทึนทึกฝอย แล้วเสิร์ฟได้ทันที

ขนมหม้อแกง เป็นขนมไทยพื้นเมืองโบราณเก่าแก่ของเหล่าแม่ๆทั้งหลายที่มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ขนมหม้อแกงถูกพัฒนาไปหลายแบบ เพื่อรองรับความต้องการของกลุ่มคนสมัยใหม่ อีกทั้งเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับตัวเอง จีงมีสินค้าที่มีรสชาติและหน้าตาใหม่ๆ โดยอาจจะใส่เผือก หรือเมล็ดบัว ลงไปเพื่อให้ขนมหม้อแกงมีรสชาติอร่อยมากมายขึ้นอีกด้วย ขนมหม้อแกงที่มีชื่อเสียงที่สุด ผลิตขึ้นที่จังหวัดเพชรบุรี ว่างๆก็ลองไปแวะชิมดูนะครับ แต่ถ้าไม่มีโอกาสได้ไป เราลองมาทำเองดีกว่า โดยมีวิธีและสูตรขนมหม้อแกงที่เข้าใจง่าย ไม่ยากอย่างที่คิด

ส่วนผสมขนมหม้อแกง

ถั่วเขียว5ถ้วย
น้ำมันพืช1/2ถ้วย
หัวกะทิเข้มข้น3ถ้วย
ไข่เป็ด10ฟอง
น้ำตาลโตนด1/2กิโลกรัม
หอมแดง10หัว

 

วิธีทำขนมหม้อแกง


  1. ซาวถั่วเขียวให้สะอาด แช่น้ำจนเปลือกหลุด ซาวเปลือกออกให้หมด นึ่งให้สุกแล้วโม่ให้ละเอียด
  2. นำหัวกะทิผสมน้ำตาลโตนด ถั่วเขียว ต่อยไข่ใส่หม้อ แล้วคนให้เข้ากัน ตกหม้อตั้งไฟใช้ไฟอ่อน
  3. ใช้พายคนขนมในหม้อไปเรื่อยๆ จนขนมมีลักษณะเข้มขัน แล้วเทใส่ถาดขนม
  4. นำถาดขนมใส่เตาอบ อบจนเหลือง แต่ถ้าไม่มีเตาอบ ยกขึ้นตั้งไฟอ่อนๆ โดยใช้สังกะสีแผ่นเรียบสะอาดวางปิดถาดขนม แล้วคีบถ่านแดงๆ วางบนสังกะสี เพื่อให้ขนมเหลืองจัดทั้งบนและล่าง จากนั้นจึงยกออกพัก
  5. ปอกหอมแดง ซอยบางๆเจียวให้เหลือง แล้วตักราดหน้าขนม
  6. รอจนขนมเย็นจัด แล้วตัดเป็นชิ้นๆ จัดใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ

ขนมบัวลอย เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานตั้งแต่โบราณกาล ทำจากส่วนประกอบหลัก 3 ส่วน คือ แป้ง กะทิ และน้ำตาล โดยคำว่า บัวลอย นั้นอาจจะมาจากแป้งที่นวดแล้วปั้นเป็นเม็ดกลมๆเล็กๆ นำไปใส่ในน้ำเดือด จนแป้งสุกลอยขึ้นมา นั่นเอง ปัจจุบันมีการประยุกต์และดัดแปลงโดยใส่อาหารอื่นลงไปในแป้ง เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหาร และความอร่อย เช่น ใส่ไข่ก็เรียกว่า บัวลอยไข่หวาน ใส่เผือกก็เรียกว่าบัวลอยเผือก บางครั้งอาจจะใช้สีของธรรมชาติใส่ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มสีสัน เช่น สีเขียวจากใบเตย สีดำจากกาบมะพร้าวเผา สีน้ำเงินจากดอกอัญชัน

ส่วนผสมขนมบัวลอย

แป้งข้าวเหนียว1กล่อง
แป้งข้าวเจ้า2ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลปี๊บ1/2กิโลกรัม
มะพร้าว1/2กิโลกรัม
เกลือเล็กน้อย

 

 

วิธีทำขนมบัวลอย


  1. นวดแป้งข้าวเหนียวและแป้งข้าวเจ้าจนเข้าด้วยกันดี จากนั้นปั้นเป็นก้อนกลมๆเล็กๆ เตรียมเอาไว้
  2. ตั้งน้ำให้เดือด แล้วใส่เม็ดแป้งลงไปต้ม จนแป้งสุกลอยตัวขึ้นมาให้เห็น แล้วล้างน้ำเย็นแล้วผึ่งทิ้งไว้ในกระชอน
  3. คั้นกระทิจนได้น้ำกระทิ โดยแบ่งหัวกระทิไว้ใช้ภายหลัง และนำอีกส่วนหนึ่งที่เป็นหางกระทิไปต้มรวมกันในหม้อ
  4. ใส่น้ำตาลลงไปในหม้อขนม ตั้งไฟรอให้เดือดพอดี
  5. ใส่เม็ดแป้งที่เตรียมไว้ลงในหม้อ ชิมและปรุงรสตามใจชอบ แล้วยกลงพัก
  6. นำหัวกระทิที่แบ่งเอาไว้ไปต้มให้เดือด ใส่เกลือเล็กน้อย
  7. ตักขนมใส่ถ้วย แล้วตักราดน้ำกระทิใส่หน้าขนม พร้อมเสิร์ฟ

ลอดช่องน้ำกะทิ หรือบางคนเรียกว่า ลอดช่องไทย เป็นขนมไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณมีลักษณะหอมของใบเตย หวานมันของกะทิผสมกับน้ำตาลปี๊บ และเย็นชื่นใจกับน้ำแข็งที่ผสมกับขนมเล็กน้อย นอกจากนี้แล้ว ลอดช่องน้ำกะทิ ยังเป็นขนมไทยที่นิยมทำกันในงานมงคลต่างๆ เช่น งานบวช งานวัด งานแต่งงาน ปัจจุบันสามารถหาซื้อและรับประทานกันง่ายขึ้น เพราะวิธีการทำลอดช่องน้ำกะทินั้นง่ายมากๆ จนใครๆก็สามารถทำได้ หน้าร้อนอย่างนี้ ถ้าได้รับประทานของหวานเย็นหวานๆ อย่างเช่น ลอดช่องน้ำกะทิ คงดับร้อนได้เป็นอย่างดี

ส่วนผสมลอดช่องน้ำกะทิ

ส่วนผสมตัวลอดช่อง
แป้งข้าวเจ้า1ถ้วย
แป้งท้าวยายม่อม1/2ถ้วย
น้ำปูนใส5ถ้วย
ใบเตย20ใบ
แป้งถั่วเขียว2ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมน้ำกะทิ
น้ำตาลปี๊บ2ถ้วย
น้ำกะทิ2ถ้วย
เกลือป่น1/4ช้อนชา




วิธีทำลอดช่องน้ำกะทิ


  1. ล้างใบเตยให้สะอาด หั่นซอยตามขวางหยาบๆ แล้วโขลกในครกให้ละเอียด และเติมน้ำเปล่าลงไป
  2. นำใบเตยที่โขลกได้กรองด้วยผ้าขาวบาง บีบเอาน้ำใบเตยออก เสร็จแล้วพักไว้
  3. นำแป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม และแป้งถั่วเขียวนวดกับน้ำปูนใส โดยเติมน้ำปูนใส่ทีละนิด พร้อมกับนวดแป้งด้วยมือจนแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อน
  4. ให้นวดต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าแป้งจะเหนียว จากนั้นนวดต่อไปอีกประมาณ 5 นาที เพื่อให้แป้งเหนียวนุ่มน่ารับประทาน
  5. นำแป้งที่ได้ไปกวนในกระทะใช้ไฟปานกลาง โดยกวนแป้งไปทางเดียวกันจนแป้งเริ่มเหนียว
  6. ใส่น้ำใบเตยและกวนต่อไปเรื่อยๆ จนเข้ากัน ประมาณ 20 นาที จนแป้งเริ่มเงาและสุก
  7. ลดไฟอ่อนๆ และกวนแป้งจนมีลักษณะคล้ายกับใบเตยสังขยา
  8. นำแป้งที่ร้อนจัดไปใส่ลงในแม่พิมพ์ กดให้แป้งลอดช่องลงไปในอ่างน้ำเย็น ทิ้งเอาไว้จนแข็งตัว แล้วตักใส่กระชอนพักให้สะเด็ดน้ำ
  9. นำกะทิและน้ำตาลปี๊บผสมเข้าด้วยกัน เติมเกลือป่นลงไป แล้วละลายให้เข้ากัน
  10. นำขึ้นตั้งหม้อโดยใช้ไฟปานกลาง พอร้อน ยกลงทิ้งไว้ให้เย็น
  11. รับประทานพร้อมกับตัวลอดช่อง ใส่น้ำแข้งเล็กๆ พร้อมเสิร์ฟ

ขนมตะโก้ เป็นขนมไทยชนิดหนึ่งที่อร่อยเป็นอันดับต้นๆของขนมไทย ทำมาจากแป้งข้าวเจ้าผสมกับน้ำตาลรสหวาน และมีหน้าขนมเป็นกะทิรสมันเค็ม โดยอาจจะมีการใส่วัตถุดิบอย่างอื่นเข้าไปด้วย เพื่อให้รสชาติอร่อยและหลากหลายมากยิ่งขึ้น เช่น เผือก ข้าวโพด แห้ว ดังนั้นเราจึงเรียกขนมตะโก้แล้วตามด้วยวัตถุดิบที่ใส่ลงไป เล่น ตะโก้เผือก ตะโก้ข้าวโพดเป็นต้น อย่างไรก็ตามเราสามารถที่จะตกแต่งสีโดยการใช้สีจากธรรมชาติได้อีก เช่น สีเขียวจากใบเตย คนที่ได้ลองได้ชิมขนมตะโก้แล้วรับร้องอร่อยถูกใจทุกคน สำหรับวิธีทำขนมตะโก้นั้นก็ไม่ยากเลย ใช้เวลาไม่นานก็ได้รับประทานขนมอร่อยกันแล้ว

ส่วนผสมขนมตะโก้

ส่วนผสมตัวแป้ง
แป้งข้าวเจ้า4ถ้วยตวง
แป้งมัน1ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย4ถ้วยตวง
น้ำดอกมะลิลอย8ถ้วย
เผือกนึ่งหั่นสี่เหลี่ยม3ถ้วยตวง
ส่วนผสมหน้าตะโก้
แป้งข้าวเจ้า2ถ้วยตวง
กะทิ10ถ้วยตวง
เกลือ2ช้อนชา
น้ำตาลทราย1/2ถ้วยตวง

วิธีทำขนมตะโก้


  1. ทำตัวแป้ง
    • นำแป้งข้าวเจ้าและแป้งมันผสมเข้าด้วยกัน โดยค่อยๆใส่น้ำดอกมะลิลอย แล้วนวดให้เข้ากัน
    • ทำน้ำเชื่อม โดยต้มน้ำตาลกับน้ำ จนน้ำตาลละลายและพอเดือด ยกลงพักไว้
    • เทน้ำเชื่อมผสมกับส่วนผสมแป้งทีละน้อย แล้วคนให้เข้ากันพอดี
    • นำส่วนผสมแป้งใส่ในกะทะ ใช้ไฟปานกลาง กวนจนแห้งและข้นเหนียว
    • ใส่เผือกแล้วกวนให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วนำไปใส่ภาชนะที่เตรียมไว้
  2. ทำหน้าตะโก้
    • ผสมแป้ง กะทิ น้ำตาล และเกลือเข้าด้วยกัน
    • ตั้งไฟ ใส่ส่วนผสมลงในหม้อ กวนจนเดือดและข้น
  3. นำไปส่วนผสมไปราดลงบนตัวขนมในขณะที่ยังร้อนอยู่

ขนมสาลี่ เป็นขนมไทยโบราณที่มีเนื้อขนมฟู เบา นิ่มๆ และละเอียดหวานหอม สามารถใส่สีผสมอาหารหรือสีตามธรรมชาติลงไปให้มีความสวยงาม นอกจากนั้น ขนมสาลี่ยังเป็นขนมมงคลชนิดหนึ่ง ที่มีความเชื่อว่า ทำให้ชีวิตเจริญรุ่งเรือง เฟื่องฟู และเพิ่มพูนอีกด้วย การทำขนมสาลี่นั้นไม่ยากเลย โดยทำมาจากแป้งสาลี ไข่ และน้ำตาล แล้วนำไปนึ่งจนขึ้นฟูน่ารับประทาน

ส่วนผสมขนมสาลี่

แป้งสาลี1ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย1ถ้วยตวง
ไข่เป็ด10ฟอง
น้ำมะนาว1ช้อนชา
เกลือป่น1/4ช้อนชา
น้ำลอยดอกมะลิ1ถ้วยตวง
สีผสมอาหาร
ลูกเกดหรือผลไม้เชื่อมชิ้นเล็กๆ

 

วิธีทำขนมสาลี่

  1. ตอกไข่ใส่ชาม แล้วตีไข่ด้วยความเร็วสูง
  2. ค่อยๆใส่น้ำตาลทรายลงไปขณะตีไข่จนหมด และตีไข่จนไข่ขึ้นฟูและเป็นสีขาวครีม ประมาณ 10-15 นาที
  3. เติมน้ำมะนาว และเกลือป่นลงไป แล้วตีไข่ต่อไปจนส่วนผสมเข้ากันดีและไข่ฟูเต็มที่
  4. ร่อนแป้งสาลีให้ละเอียด แล้วค่อยๆใส่แป้งสาลีลงไปผสมกับไข่ พร้อมกับค่อยๆรินน้ำลอยดอกมะลิผสมด้วย
  5. คลุกเคล้าเบาๆ คนให้เข้ากัน จนส่วนผสมละลายเข้ากันดี แล้วใส่สีผสมอาหารลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง
  6. เทใส่ถาดขนม(ที่นึ่งไว้จนร้อนจัดแล้ว) แล้วแต่งหน้าด้วยลูกเกดหรือผลไม้เชื่อมชิ้นเล็กๆ
  7. แล้วนำไปนึ่งด้วยไฟปานกลางทันทีประมาณ 30 นาที หรือจนขนมสุกดี
  8. ทดสอบโดยใช้ไม้ขนาดเล็กจิ้มตรงกลางขนมจนถึงก้นถาด แล้วดึงออกมา ถ้าพบว่ามีขนมติดออกมาให้นึ่งต่อไปจนสุก
  9. เมื่อขนมสุกแล้ว ขนมจะขึ้นฟูและมีกลิ่นหอม ให้ยกลง พักให้เย็น แล้วตัดเป็นชิ้นๆ พร้อมเสิร์ฟทันที

Visit

Categories

Sponsor

ขับเคลื่อนโดย Blogger.

Social Icons

Followers